ธุรกิจพาณิชยกรรม

ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้า ซึ่งมีสินค้าไว้จำหน่ายเพื่อหวังผลกำไรในสินค้านั้นๆ  ในการบันทึกบัญชีจึงต้องอาศัยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้า เช่น ใบสั่งซื้อ ใบกำกับภาษี ใบส่งของ ใบกำกับสินค้า

ใบขอลดหนี้หรือใบส่งคืน  ใบหักหนี้หรือใบรับคืน  และใบเสร็จรับเงิน   หากกิจการมีการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ ผู้ขายเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินค่าสินค้า และสิ่งที่จะทำให้เกิดการจูงใจในการขายสินค้า   ผู้ขายจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับส่วนลด ได้แก่ ส่วนลดการค้าและส่วนลดเงินสด  เมื่อมีการขนส่ง-สินค้าจะต้องคำนึงถึงผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าขนส่ง  กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า   1.8   ล้านบาทต่อปี   มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน  โดยคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขายหักภาษีซื้อ  ในหน่วยนี้จะกล่าวถึงความหมายของสินค้า  เอกสาร   ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้า  เงื่อนไขต่าง ๆ  เกี่ยวกับการซื้อขาย-สินค้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีรายละเอียดดังนี้

ความหมายของสินค้า (Goods or Merchandise)

 

สินทรัพย์หรือสิ่งที่กิจการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยหวังผลประโยชน์หรือกำไรจากการจำหน่ายไป เพราะฉะนั้น  เจ้าของกิจการค้าที่ขายสินค้าจะมีรายได้หลัก ก็คือการขายสินค้านั่นเอง สินค้าที่ยังอยู่ในมือ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง ๆ ถูกเรียกว่า  สินค้าคงเหลือ (Merchandise Inventory) กิจการจะบันทึกยอดไว้เป็นสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ในงบแสดงฐานะการเงิน  ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่  31 (ปรับปรุง  2550)  ของสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย  เรื่อง  สินค้าคงเหลือ  มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ได้ปรับปรุงให้เป็นไปตามเกณฑ์ ที่กำหนดขึ้นโดยมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ  เรื่อง สินค้าคงเหลือ  พ.ศ. 2549 ได้ให้ความหมาย ในเรื่องสินค้าคงเหลือไว้ดังต่อไปนี้  สินค้าคงเหลือ  หมายถึง  สินทรัพย์ซึ่ง  มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้

  1. ถือไว้เพื่อขายตามลักษณะการประกอบธุรกิจตามปกติของกิจการ
  2. อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิตเพื่อให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อขาย
  3. อยู่ในรูปของวัตถุดิบ หรือวัสดุที่มีไว้เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าหรือให้บริการ
  4. ความหมายของธุรกิจพาณิชยกรรม

ธุรกิจพาณิชยกรรมเป็นธุรกิจที่ซื้อสินค้าจากผู้ขายมาขายให้ลูกค้า เรียกว่า ธุรกิจซื้อมา ขายไป  เช่นธุรกิจขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านขายสินค้าต่าง ๆ ธุรกิจที่ซื้อสินค้าโดยตรง แก่ผู้บริโภคเรียกว่าผู้ค้าปลีก (Retailers)  ซึ่งเป็นการประกอบการค้าปลีก เช่นร้านค้าปลีกทั่วไป เป็นต้น  ตรงกันข้ามกับธุรกิจที่ซื้อสินค้าและขายสินค้าให้ผู้ค้าปลีก เรียกว่า ผู้ค้าส่ง (Wholesalers) ซึ่งเป็นการประกอบการค้าส่ง เช่น บริษัทค้าส่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับธุรกิจผู้ผลิตสินค้า

ธุรกิจพาณิชยกรรม

ประเภทของหน่วยงานธุรกิจ

หน่วยงานธุรกิจ (Business Firm) มีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างมากในระบบเศรษฐกิจหน่วยงานธุรกิจ คือหน่วยงานซึ่งใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในการผลิตสินค้าและบริการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการแสวงหาผลกำไร  การแบ่งประเภทของธุรกิจ สามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะคือ

  1. แบ่งตามลักษณะการดำเนินงานหรือกิจกรรม แบ่งได้ 3 ลักษณะคือ น้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรม
  • กิจการเกี่ยวกับการให้บริการ (Service Firm) ในธุรกิจประเภทนี้ผลผลิตที่เกิดขึ้นคือการให้บริการ เช่น ร้านซักรีด สถานรักษาพยาบาล ร้านตัดผม และธนาคาร เป็นต้น
  • กิจการประเภทพณิชยกรรม (Merchandising Firms) เป็นกิจการที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าเอง แต่จะซื้อสินค้ามาเพื่อที่จะสามารถขายไปได้ทันที เช่น ร้านขายของชำ ห้างสรรพสินค้า
  • กิจการผลิต (Manufacturing Firms) เป็นการผลิตสินค้าสำเร็จรูปเปลี่ยนสภาพของวัตถุดิบ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น บริษัทผลิตผลไม้กระป่อง บริษัทผลิตรถยนต์ เป็นต้น
  1. แบ่งตามรูปแบบของการประกอบการตามกฎหมาย ซึ่งสามารถแบ่งได้ 3 ประเภทคือ
  • กิจการเจ้าของคนเดียว (Proprietorship Sole) เป็นกิจการขนาดเล็กที่ใช้เงินทุนไม่มากนักเจ้าของกิจการเป็นผู้บริหารธุรกิจเอง เช่น  ร้านค้ารายย่อย ลักษณะธุรกิจประเภทนี้ก็คือ เจ้าของกิจการต้องรับผิดชอบในหนี้สินของธุรกิจ โดยไม่จำกัดจำนวนเมื่อธุรกิจต้องการเพิ่มทุนเพื่อขยายกิจการก็อาจทำได้ลำบากซึ่งเป็นข้อเสียของธุรกิจประเภทนี้
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Partnership) เป็นธุรกิจซึ่งมีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันเป็นเจ้าของโดยมีสัญญาร่วมกันเป็นหุ้นส่วน กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ  ในการบริหารงานและแบ่งปันผลกำไรร่วมกัน ผู้เป็นส่วนหนึ่งคนใดจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหาร ห้างหุ้นส่วนสามารถแบ่งได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญและห้างหุ้นส่วนจำกัด
  •  ห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ ห้างหุ้นส่วนซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน ห้างหุ้นส่วนสามัญจะนำไปจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ และหาก
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ก็จะต้องใช้คำว่า  “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล”
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ ห้างหุ้นส่วนประเภท ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนอย่างน้อย 1 คน ต้อง

รับผิดชอบในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในการเสียภาษีเงินได้ ห้างหุ้นส่วนที่เป็นนิติบุคคลเสียภาษีเงินได้เช่นเดียวกับบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียนจะต้องเสียภาษีเงินได้เหมือนบุคคลธรรมดา

  • บริษัทจำกัด (Limited Company) เป็นกิจการที่ต้องมีการแบ่งเงินทุนเป็นหุ้น

มีมูลค่าหุ้นละเท่า ๆ  กัน และผู้ถือหุ้นรับผิดชอบจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่คนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ คุณสมบัติของผู้ถือหุ้นไม่มีความสำคัญ เมื่อผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งตายหุ้นที่ถืออยู่ก็สามารถจำหน่ายให้ผู้ลงทุนอื่น ๆ  ไปได้โดยไม่ต้องเลิกบริษัท

ขั้นตอนในการซื้อขายสินค้า

กิจการแต่ละแห่งจะมีขั้นตอน  วิธีการซื้อขายสินค้าที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและการจัดองค์กรของแต่ละกิจการ กรณีของกิจการขนาดเล็กเจ้าของอาจจะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด แต่ถ้าเป็นกิจการขนาดใหญ่จะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการซื้อและการขายสินค้าได้แก่

  1. แผนกคลังสินค้า จะเป็นผู้ตรวจสอบว่า สินค้าชนิดใดบ้างที่เหลืออยู่ในระดับที่ต้องมีการสั่งซื้อโดยจัดทำใบสั่งซื้อ ส่งไปแผนกจัดซื้อ
  2. แผนกจัดซื้อเมื่อได้รับใบขอซื้อแล้วจะทำการสอบถามราคาของสินค้าที่จะซื้อจากผู้ขายหลาย ๆ ราย โดยจะจัดทำใบสั่งซื้อ ส่งไปให้ผู้ขาย
  3. ผู้ขาย เมื่อได้รับใบสั่งซื้อ จะจัดส่งคืนสินค้าพร้อมใบกำกับสินค้า (Invoice) / ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ให้กับผู้ซื้อ
  4. แผนกตรวจรับสินค้า เมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้ว แผนกตรวจรับสินค้าจะทำการตรวจสอบสินค้าที่ได้รับกับสำเนาใบสั่งซื้อ และใบกำกับสินค้าที่ได้จากผู้ขายว่าถูกต้องตรงกันถ้าถูกต้องจะลงนามในใบกำกับสินค้าและจัดทำใบรับสินค้า (Receiving Report)
  5. แผนกบัญชี เมื่อครบกำหนดชำระ ผู้ขายจะนำไปเสร็จรับเงินมาขอรับชำระที่แผนกบัญชีและการเงิน

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *